นายกฯ ไม่ท้อ! ขอเอาชนะสงครามโควิด นำเข้าไฟเซอร์ 5-20 ล้านโดส

นายกฯ ผุดตั้ง รพ.สนามที่ “อิมแพค เมืองทองธานี” สั่งกระทรวงสาธารณสุขนำเข้าวัคซีนโควิดจากไฟเซอร์ 5-20 ล้านโดส เร่งกระจายฉีดวัคซีน เกาะติดคลัสเตอร์คลองเตย ใช้โมเดลสมุทรสาคร ร่ายอ่านเอกสารออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ

วันนี้ (5 พ.ค.64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ โดยระบุว่า จากการได้รับทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศบค. ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการเพิ่มเติมสำหรับการจัดหาเตียงผู้ป่วย และโรงพยาบาลสนาม พร้อมแบ่งกลุ่มอาการออกเป็นระดับ ตั้งแต่ระดับสีเขียว สีเหลืองและสีแดง พร้อมให้คัดกรองผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสนามเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลหลัก และรักษาเตียงว่างไว้ให้กับผู้ป่วยที่จำเป็น และเพิ่มจำนวนผู้รับโทรศัพท์​สายด่วน 1668 1669 และ 1330 ให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์แรกรับและส่งตัวผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยแยกตัวผู้ป่วยออกจากชุมชนเพื่อรอส่งรักษาตัวต่อไป ได้ถึง 96% พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการ ให้เพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้สามารถติดต่อผู้ป่วยที่รอเตียงตกค้างทั้งหมดเข้าสู่ระบบการรักษา ตามที่ได้แบ่งไว้ 3 กลุ่ม ที่ปัจจุบันไม่มีผู้ป่วยรอเตียงเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งจากความพยายามในการเพิ่มเตียงให้พร้อมรองรับผู้ป่วยที่มากขึ้นทั้ง Hospitel และโรงพยาบาลสนาม ทำให้มีเตียงเพิ่มขึ้นจากช่วงสงกรานต์เกือบ 10,000 เตียง และมีเตียงว่างรวมทั่วประเทศมากกว่า 30,000 เตียง

พร้อมกันนี้ ยังจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมที่กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี เพื่อรองรับผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถแก้ไขปัญหาสายด่วนเพื่อส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างทันการณ์ การเตรียมผู้ป่วย ตนขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงานทุกองค์กร และจิตอาสาที่ได้ให้การร่วมมือจนสามารถแก้ไขปัญหาในระยะนี้ได้ในระดับหนึ่ง และในระดับที่ดี

สั่ง สธ.นำเข้าไฟเซอร์ 5-20 ล้านโดส ตั้งเป้าฉีดเดือนละ 15 ล้านโดส
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการจัดหาและการฉีดวัคซีนโควิด ว่า ได้กำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายในสิ้นปีนี้ ประชากรในประเทศไทยต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อยร้อยละ 70 หรือประชากร 50 ล้านคน หรือใช้วัคซีนทั้งสิ้น 100 ล้านโดส ประเทศไทยมีวัคซีนตามแผนแล้ว 63 ล้านโดส โดยจะเริ่มฉีดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ กว่า 16 ล้านคน ส่วนในเดือน พ.ค.นี้ จะได้รับวัคซีนซิโนแวคตามแผนอีก 3.5 ล้านโดส เพื่อระดมฉีดให้เป็นรางวัลด่านหน้า และผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม คือ วัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 5-20 ล้านโดส และ สปุตนิกวี จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และ ซิโนแวค บริษัทละ 5-10 ล้านโดส พร้อมยืนยันว่ามีการวางแผนการกระจายวัคซีนอย่างเป็นระบบ ผ่านระบบหมอพร้อมที่มีประชาชนมาจองคิวแล้วมากกว่า 1 ล้านคน พร้อมกับผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและเครือข่าย อสม. ทั่วประเทศ โดยใช้แผนการบริการวัคซีนตามกระทรวงสาธารณสุขและการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม จัดลำดับกลุ่มเสี่ยงอย่างเร่งด่วนตามพื้นที่เศรษฐกิจ โดยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเพิ่มจุดบริการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส และชนะสงครามโควิด -19 ครั้งนี้ให้ได้

นายกฯ เกาะติดคลัสเตอร์คลองเตย ยึดโมเดล “สมุทรสาคร”
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ตนได้ติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษกรณีคลัสเตอร์คลองเคย โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังในการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยใช้ประสบการณ์จากการจัดการในจังหวัดสมุทรสาครได้สำเร็จมาปรับใช้ โดยใช้โมเดล “ตรวจเชื้อ ติดต่อ คัดกรอง แยกตัว ส่งต่อ และรักษา” เน้นไปที่การตรวจเชิงรุก Active Case Finding ที่ระดมตรวจกลุ่มเสี่ยงในชุมชนที่มีการติดเชื้อให้ได้อย่างน้อย 1,000 คนต่อวัน โดยหน่วยเคลื่อนที่ และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน โดยจะตรวจเชิงรุกให้ได้อย่างน้อยทั้งหมด 20,000 คน จากนั้นก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปทันที นั่นคือ การแยกผู้ป่วยตามระดับอาการ แล้วส่งตัวเข้าสถานพยาบาลแรกรับ เพื่อส่งไปรักษาตัวต่อ ก็จะเป็นการจำกัดวงการแพร่ระบาดให้วงเล็กที่สุด และในเวลาเดียวกันก็จะระดมการฉีดวัคซีนโควิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งแนวทางนี้พิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จมาแล้วจากกรณีสมุทรสาคร

ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้จัดพื้นที่ตรวจเชิงรุกให้กับพี่น้องชาวชุมชนคลองเตยได้อีกถึง 700 คนต่อวัน

ขณะเดียวกันยังมีการสำรองเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งขณะนี้ยังมีเพียงพอ แต่ต้องมีการขยายเพิ่มเพื่อรองรับผู้ป่วยอาการหนักในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเมื่อวานนี้มีการเปิดโรงพยาบาลสนามที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ เพื่อเพิ่มจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นอีก 432 เตียง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีแผนการบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยอาการหนักที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดการสูญเสีย

สนับสนุนโดย สมัครเล่นบาคาร่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *