ประยุทธ์ ฉีดวัคซีนเข็ม 3 ได้ไฟเซอร์! เตรียมลัดฟ้าสกอตแลนด์ร่วมงานประชุม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19เข็มที่3เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (28 ต.ค.) ที่อาคารไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เป็นวัคซีนของไฟเซอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบำราศนราดูรมาเป็นผู้ฉีดให้

การฉีดวัคซีนครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกขององค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 26 (COP26) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-12 พ.ย. นี้ที่เมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดเดินทางวันที่ 31 ต.ค.-3 พ.ย.

ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19แล้ว2เข็มเป็นวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าทั้ง 2 เข็ม

ประยุทธ์ ยืนยันไม่มีวีไอพีปาดหน้าวัคซีนไฟเซอร์จากบุคลากรแพทย์ ขอบคุณสหรัฐ

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยเมื่อวันศุกร์ (30 ก.ค.) ว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับให้กระจายวัคซีนไฟเซอร์ ที่ได้รับจากสหรัฐ 1.54 ล้านโดส ตามแผนที่กำหนด ที่เน้นฉีดแก่บุคลากรแพทย์ด่านหน้า ห้ามจัดสรรให้บุคคลสำคัญ (วีไอพี) หรือนอกกลุ่มที่กำหนดไว้

วัคซีนโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐลอตนี้ ตามแผนแล้วแบ่งเป็น

  • 700,000 โดส สำหรับ บุคลาการแพทย์ด่านหน้า (ใช้เป็นโดสที่ 3 สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกัน)
  • 645,000 โดส สำหรับ คนไทยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19
  • 150,000 โดส สำหรับ
    • ผู้สูงอายุ
    • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค
    • หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป
    • ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศ
    • ผู้เดินทางไปต่างประเทศ (นักการทูต นักศึกษา)
  • 5,000 โดส สำหรับ การศึกษาวิจัย
  • 40,000 โดส สำหรับ สำรองไว้ที่ส่วนกลางเพื่อตอบโต้กับการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2)
    นอกจากนี้ นางสาวไตรศุลียังเผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รู้สึกขอบคุณสหรัฐที่บริจาควัคซีนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นไมตรีที่สหรัฐมีต่อไทยเสมอมา โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญกับโรคระบาดรุนแรงเช่นนี้

นอกจากนี้ นางสาวไตรศุลียังเผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รู้สึกขอบคุณสหรัฐที่บริจาควัคซีนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นไมตรีที่สหรัฐมีต่อไทยเสมอมา โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญกับโรคระบาดรุนแรงเช่นนี้

จับตากระจายวัคซีน
การเปิดเผยนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนว่าอาจไม่ถึงมือบุคลากรแพทย์ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อหรือไม่

ด้านเครือข่ายบุคลากรแพทย์ ที่ประกอบด้วย ภาคีบุคลากรสาธารณสุข, หมอไม่ทน, ภาคีพยาบาล, สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย, บุคลากรแพทย์และอาสาสมัคร, ภาคีเทคนิคการแพทย์, และนิสิตนักศึกษาแพทย์เพื่อประชาธิปไตย ยื่นหนังสือต่อกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันศุกร์ (30 ก.ค.) เรียกร้องให้การกระจายวัคซีนไฟเซอร์นี้มีความโปร่งใส

เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ จี้ กระจาย “ไฟเซอร์” อย่างโปร่งใส ให้ติดตามตรวจสอบได้
ด้านนายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันเดียวกัน ซึ่งเป็นวันที่วัคซีนลอตดังกล่าวมาถึงว่า การบริจาควัคซีนนี้ไม่มีเงื่อนไขใดๆ แต่สหรัฐก็หวังว่าไทยจะจัดสรรให้กับบุคลากรแพทย์ด่านหน้าก่อน

สถานทูตสหรัฐฯ ย้ำบริจาควัคซีนโควิดโดยไร้เงื่อนไขใดๆ ไทยต้องตัดสินใจแผนกระจายเอง

วัคซีนไฟเซอร์ เด็ดจริง! ฉีดอิสราเอล 1.2 ล้านคน ยังได้ผล 94% ติดโควิดลดฮวบทุกวัย

ผลการศึกษาวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19)ที่บริษัทยาจากสหรัฐไฟเซอร์พัฒนาร่วมกับบริษัทเวชภัณฑ์จากเยอรมนีชื่อไบออนเทคกับคน1.2ล้านคนในอิสราเอลพบว่าถ้าหากฉีก 2 โดส สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการไปได้ถึง 94% กับคนทุกช่วงวัย และลดจำนวนผู้ป่วยรุนแรงลงในอัตราใกล้เคียงกัน

ตัวเลขดังกล่าวยังใกล้เคียงกับผลการศึกษาเมื่อปีที่แล้ว ที่ไฟเซอร์และไบออนเทคระบุว่าวัคซีนของตนมีประสิทธิภาพถึง 95%

หากฉีดเพียงโดสเดียวผลการศึกษากับคน1.2ล้านคนนี้ก็ชี้ว่ามีประสิทธิภาพในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการที่57%หลังจากฉีดไปแล้ว2สัปดาห์

ส่วนผู้ที่ทำการศึกษาดังกล่าว คือ สถาบันวิจัยคลาลิตในอิสราเอล และตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เมื่อวันพุธ (24 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้เน้นว่า วัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทคยังมีประสิทธิภาพดีกว่าในการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) แบบกลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง ที่ขณะนี้กำลังระบาดหนักในแอฟริกาใต้ เมื่อเทียบกับวัคซีนขนานอื่น

อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. ปีที่แล้วและประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด9ล้านคนได้รับวัคซีนโดสแรกแล้วขณะที่อีก1ใน3ได้รับวัคซีนครบแล้ว2โดส

นักวิจัยสหรัฐ พบวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นา คงภูมิคุ้มกันโควิดได้นานหลายปี

ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ที่ไฟเซอร์และไบออนเทคพัฒนาร่วมกันและที่โมเดอร์นาพัฒนาสร้างปฏิกิริยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในร่างกาย ซึ่งอาจป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้นานหลายปี

การค้นพบล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแบบเอ็มอาร์เอ็นเอหรือของไฟเซอร์และโมเดอร์นาไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนโดสที่3เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันตราบท่าที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่ได้กลายพันธุ์มากเกินไปจนพัฒนาไปเป็นรูปแบบอื่น

งานศึกษาดังกล่าวผ่านกระบวนการทบทวนจากผู้เชี่ยวชาญ (เพียร์รีวิว) แล้ว และตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ชื่อ เนเจอร์ เสือ มังกร

ด้าน ดร.อาลีแอลเบดีผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันวิทยาเขตเซนต์หลุยส์ที่เป็นผู้นำทีมวิจัย เผยกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดีว่าถ้าได้รับวัคซีนชนิดนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันยาวนาน

แคนาดา อนุมัติฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ให้เด็กวัย 12-15 หลังพบประสิทธิภาพ 100% คนกลุ่มนี้

เฮลธ์แคนาดาหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพของประเทศแคนาดาอนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19)ที่บริษัทยาสหรัฐชื่อไฟเซอร์อิงค์และบริษัทจากเยอรมนีชื่อไบออนเทค เอสอี พัฒนาร่วมกัน ให้แก่วัยรุ่นอายุ 12-15 ปีแล้วแต่ยังไม่ระบุว่าจะเริ่มให้วัคซีนยี่ห้อนี้แก่กลุ่มคนอายุดังกล่าวเมื่อใด

ไฟเซอร์ และไบออนเทค แถลงร่วมกันเมื่อปลายเดือน มี.ค.ว่าวัคซีนโรคโควิด-19ที่พัฒนาร่วมกันนี้มีประสิทธิภาพ100%ในการป้องกันโรคแบบแสดงอาการจากการศึกษากับเด็ก 2,200 คน และไม่พบความน่ากังวลใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐในแคนาดาหลายราย ระบุอีกว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากทบทวนผลการศึกษาดังกล่าวแล้ว

ดร.ซูปรียา ชาร์มา ที่ปรึกษาด้านการแพทย์อาวุโสจากเฮลธ์ แคนาดา กล่าวว่า “หลังจากทบทวนเชิงวิทยาศาสตร์อย่างรอบคอบและเป็นอิสระถึงหลักฐานเสร็จสมบูรณ์แล้ว หน่วยงานก็ลงความเห็นว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเมื่อใช้กับกลุ่มคนอายุน้อยลงมากลุ่มนี้”

การตัดสินใจดังกล่าวของแคนาดาถือว่ารวดเร็วกว่าหน่วยงานด้านสุขภาพของเพื่อนบ้านซึ่งก็คือสำนักงานอาหารและยาสหรัฐที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทคกับคนอายุน้อยลงมาหรือไม่แต่ก็น่าจะทราบผลได้ไม่ในอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าซึ่งขณะนี้สหรัฐอนุญาตให้ใช้วัคซีนดังกล่าวแก่คนกลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไปแล้ว

ขณะเดียวกัน หน่วยงานต่างๆ ในยุโรปก็กำลังพิจารณาคำขออนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทคด้วยสำหรับใช้กับเด็กด้วย

ไฟเซอร์เผยว่าเมื่ออังคาร(4 พ.ค.)ว่าบริษัทมีแผนการยื่นขอให้เจ้าหน้าที่รัฐในสหรัฐอนุมัติให้ใช้วัคซีนแก่เด็กอายุน้อยลงกว่านั้นอีกคืออายุ2-11ปีภายในเดือนก.ย.นี้ซึ่งต้องรอให้ผลการศึกษาออกมาว่ามีประสิทธิภาพกับคนกลุ่มดังกล่าวจริง

ทั้งนี้การที่แคนาดาอนุมัติให้ใช้วัคซีนโรคโควิด-19ของไฟเซอร์และไบออนเทคแก่คนอายุน้อยลงมาน่าจะช่วยเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนให้กับชาวแคนาดาได้มากขึ้นเพราะที่ผ่านมาแคนาดากำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019(SARS-CoV-2)ระลอกที่3ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากเริ่มการฉีดวัคซีนช้า ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศต้องปิดโรงเรียน ร้านอาหาร และร้านค้าที่มีความสำคัญต่อชีวิตไม่มาก

ข้อมูลจากโครงการOur World in Data(อาวร์ เวิลด์ อิน เดตา) ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่าที่ผ่านมามีชาวแคนาดาได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย1โดสแล้ว35%ขณะที่สหรัฐอยู่ที่44%

ส่วนราคาหุ้นของไฟเซอร์ที่ซื้อขายในสหรัฐเมื่อบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะเดียวกันราคาหุ้นของไบออนเทคเพิ่มขึ้นกว่า 6%

นายฟาเบียง ปาแกตต์ หัวหน้าแผนกวัคซีนของหน่วยงานในแคนาดาของไฟเซอร์ แถลงว่า “การขยายการอนุมัติใช้งานวัคซีนในวันนี้สะท้อนถึงก้าวเดินไปข้างหน้าที่สำคัญในการช่วยรัฐบาลแคนาดาขยายโครงการฉีดวัคซีนและช่วยปกป้องวัยรุ่นก่อนเริ่มปีการศึกษาใหม่”

โมเดอร์นา สร้างแอนติบอดีสูงกว่าไฟเซอร์ 2 เท่า ในกลุ่มบุคลากรแพทย์เบลเยียม

การศึกษาชิ้นหนึ่ง ที่เผยแพร่ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันเมื่อวันจันทร์(30 ส.ค.)เผยว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ที่บริษัทโมเดอร์นาอิงค์จากสหรัฐ พัฒนา สร้างแอนติบอดีสูงกว่าวัคซีนที่ ไฟเซอร์ อิงค์ และไบออนเทค เอสอี ร่วมกันพัฒนา ถึง 2 เท่า

การศึกษานี้ทำขึ้นกับพนักงานในเครือโรงพยาบาลรายใหญ่เบลเยียมเครือหนึ่ง พบว่าแอนติบอดีในกลุ่มคนที่ไม่เคยติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้วได้รับวัคซีนโมเดอร์นาครบ 2 โดส อยู่ที่เฉลี่ย 2,881 หน่วยต่อมิลลิลิตร ขณะที่แอนติบอดีของผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์อยู่ที่เฉลี่ย 1,108 หน่วยต่อมิลลิลิตร

ผลการศึกษานี้ระบุอีกว่า สิ่งที่ทำให้ผลออกมาต่างกันถึงเพียงนี้ก็น่าจะเกิดเพราะ 2 ปัจจัยดังนี้

วัคซีนของโมเดอร์นามีสารออกฤทธิ์ในปริมาณที่สูงกว่า คือที่ 100 ไมโครกรัม ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์มีเพียง 30 ไมโครกรัม
ระยะห่างระหว่างเข็ม1และเข็ม2ของโมเดอร์นา ห่างกว่าคือ 4 สัปดาห์ขณะที่ของไฟเซอร์ทิ้งระยะห่างเพียง3สัปดาห์
การศึกษานี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาอีกชิ้น ที่ระบุว่า วัคซีนของโมเดอร์นาลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้มากกว่าของไฟเซอร์ 2 เท่า ในกลุ่มพนักงานเครือเมโยคลินิกของสหรัฐ ที่ศึกษาในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. ปีนี้

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *